ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

2 มิถุนายน 2018 วันเสาร์ สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

วันนี้นักบุญยูดา อัครสาวกสอนเราให้เรามั่นคงในความดี ศรัทธาในความดีและสร้างตนเองจากความดี “จงเสริมสร้างตนเองจากพื้นฐานความเชื่อศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของท่าน…จงมีความรักอย่างมั่นคงในพระเจ้า” ปัญหาสำคัญของเราคือความสงสัยการไม่มั่นใจในความดี การไม่ยอมรับคำสั่งสอนที่ทำให้เรามั่นคงอยู่ในหนทางที่ถูกต้องหนทางแห่งความดี เหมือนกับพวกมหาสมณะ ฟารีสีและผู้อาวุโสที่ไม่ยอมรับพระเยซูเจ้า พวกเขาถามพระองค์ว่า “ท่านมีอำนาจใดจึงทำเช่นนี้ ใครมอบอำนาจให้ท่านทำการเหล่านี้”

12

ท่านยังสอนให้เราคิดถึงความดีและคุณค่าอันสูงส่งอยู่เสมอ “… จงอธิษฐานภาวนาในพระจิตเจ้า…” วิธีการที่ท่านแนะนำคือการผูกพันตัวเองในการปฏิบัติศาสนกิจ การเข้าวัด ฟังเทศน์ฟังธรรมและนำสู่การดำเนินชีวิตตามคำสั่งสอนที่สอดคล้องกับความดี…

ไม่เพียงเท่านั้นท่านนักบุญยูดายังสอนให้เราคิดถึงคนอื่นเสมอ โดยเฉพาะคนที่ยังมีใจโลเล คนใจโลเลคือคนที่ยังไม่มั่นคงทางจิตใจ สับสนและยังตัดสินไม่ได้อย่างถูกต้องว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด เขาไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะยืนยันสิ่งที่ถูกต้องหรือสม่ำเสมอในการทำความดี เมื่อมีบุคคลเหตุการณ์หรือสถานการณ์บีบบังคับเขาก็ผิดพลาดบกพร่องได้ง่าย คนใจโลเลรอบข้างเราอาจจะหมายถึงบรรดาเด็กๆ ผู้น้อย ผู้ที่อ่อนไหวง่าย นักบุญยูดาสอนให้เรา “ช่วยเขาให้รอดพ้นโดยดึงเขาออกมาจากไฟ”  อะไรเป็นไฟที่จะเผาทำลายชีวิตของพวกเขาก็เป็นสิ่งที่ควรขจัดออกไป หรือป้องกันคนใจโลเลเหล่านี้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือการปลุกฝังคุณธรรมความดีในใจของพวกเขานั่นแหล่ะ

และแน่นอนการทำให้เรามั่งคงในความดีอยู่ได้ หรือการทำให้เรามีพระอยู่ในชีวิตของเราอยู่เสมอนั้น สิ่งที่ควรตระหนักอยู่เสมอคือการไม่ปล่อยตัวเองไปในหนทางของความชั่วร้าย ซึ่งท่านนักบุญยูดาย้ำว่า “จงสงสารคนอื่นด้วย แต่ต้องมีความระมัดระวัง จงอยู่ห่างแม้กระทั่งเสื้อที่เปื้อนมลทินของเขา” นั่นหมายถึงระยะห่างที่เราต้องรักษา ไม่คลุกคลีตีโมงไปกับเพื่อนหรือร่วมในกิจกรรมทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบเสียก่อนว่าเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องหรือไม่ ร่วมทุกข์ร่วมสุขแต่ไม่จำเป็นต้องร่วมกระทำสิ่งชั่วร้าย หรือปล่อยให้ตัวเองตกต่ำทางศีลธรรมไปด้วย

ท่านศรัทธาในความดี และยังคงยึดมั่นในหนทางความดีอยู่หรือไม่? มีใครบ้างที่ท่านอยากจะช่วยเขาให้พ้นจากสภาพเลวร้ายที่เขากำลังเผชิญอยู่?

 

 

Advertisements

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

1 มิถุนายน 2018 วันศุกร์ สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

มะเดื่อเทศ เป็นต้นไม้ที่มีกล่าวถึงในพระคัมภีร์บ่อยๆ  เป็นต้นไม้ที่มีใบและทรงพุ่มใหญ่แผ่กว้าง มักจะให้ร่มเงาที่ดีกว่าต้นไม้อื่นๆ ในภูมิประเทศแถบนั้น ภาพการนั่งใต้ต้นมะเดื่อเทศของตนเองเป็นสัญลักษณ์หมายถึงสันติภาพ ความอุดมสมบูรณ์ และความหลากหลาย และมักใช้ในพระคัมภีร์ของชาวอิสราเอล ต้นมะเดื่อเทศมักให้ผลประมาณ 3-10 ครั้งต่อปี เมื่อต้นมะเดื่อเทศเริ่มมีใบเขียวก็เป็นที่รู้กันว่ามันเริ่มจะออกผลให้ได้รับประทานแล้ว

พระเยซูเจ้าทรงสาบแช่งต้นมะเดื่อเทศที่พระองค์คิดว่าจะมีผลให้พระองค์ได้รับประทานแก้หิวแต่ทรงพบแต่ใบ วันรุ่งขึ้นเปโตรเห็นว่าต้นมะเดื่อต้นนั้นเหี่ยวเฉาไป

พระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็มที่พระเยซูเจ้าและเราทุกคนคงเข้าใจได้ว่าควรจะเป็นสถานที่สำหร้บการอธิษฐานภาวนา แต่สภาพที่พระองค์พบเห็นไม่ต่างอะไรกับตลาดซื้อขายสินค้า ไม่ต่างอะไรกับศาสนาพานิชในยุคปัจจุบันกระมัง วัด ศาสนสถานกลายเป็นแหล่งแสวงหาผลประโยชน์ ไม่สงบดังที่ควรจะเป็น “มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์มิใช่หรือว่า บ้านของเราจะได้ชื่อว่าบ้านแห่งการอธิษฐานภาวนาสำหรับนานาชาติ แต่ท่านทั้งหลายกลับมาทำให้เป็นซ่องโจร”  พระองค์ทรงขับไล่พวกเขาออกไป (พระวิหารที่กรุงเยรูซาเล๋็ม ถูกทำลายในปี ค.ศ.70)

118232-994xNone

พระวาจาของพระเจ้าวันนี้เตือนเราให้ใช้พระพรของพระอย่างถูกต้อง และทำให้เกิดผลเป็นความดีเสมอ หากเราใช้พระพรของพระอย่างเห็นแก่ตัวไม่เหมาะสมพระองค์ย่อมจะทรงสาบแช่งพิพากษาลงโทษเรา นักบุญเปโตรจึงสอนเราในวันนี้ว่า “จงมีความสุขุมรอบคอบ รู้จักประมาณตนเพื่ออธิษฐานภาวนา ที่สำคัญที่สุด จงมีความรักกันอย่างมั่นคง เพราะความรักลบล้างบาปได้มากมาย จงต้อนรับกันโดยไม่ปริปากบ่น แต่ละคนจงใช้พระพรที่ได้รับมาเพื่อรับใช้กัน ประดุจผู้จัดการที่ดีเพื่อแจกจ่ายพระหรรษทานหลากหลายของพระเจ้า

การดำเนินชีวิตของท่านเป็นเหมือนมะเดื่อที่กำลังออกผลหรือเปล่า?

 

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

31 พฤษภาคม 2018 วันพฤหัส สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

ฉลองพระนางมารีย์เสด็จเยี่ยมเยียน (นางเอลีซาเบธ)

ความรักทำให้เราเสียสละตนเองเสมอและทำทุกสิ่งเพื่อความดีของผู้อื่น ทำทุกสิ่งเพื่อเห็นแก่พระเห็นแก่ความดี ถ้าเราไม่มีความรักที่แท้จริงเราคงทำสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้ไม่ได้

“พี่น้อง จงรักด้วยใจจริง จงหลีกหนีความชั่ว จงยึดมั่นในสิ่งที่ดี จงรักกันฉันพี่น้อง จงคิดว่าผู้อื่นดีกว่าตน อย่าเฉื่อยชา จงมีจิตใจกระตือรือร้นในการรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงมีความอดทนต่อความทุกข์ยาก จงพากเพียรในการภาวนา จงเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ในยามขัดสน จงต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรี
       จงอวยพรผู้ที่เบียดเบียนท่าน จงอวยพรเขา อย่าสาปแช่ง จงร่วมยินดีกับผู้ที่ยินดี จงร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้ จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่ามักใหญ่ใฝ่สูง แต่จงยอมทำสิ่งต่ำต้อยเถิด อย่าทะนงว่าตนฉลาด”

maxresdefault

แบบอย่างของแม่พระช่วยให้เราเห็นถึงการทำเพื่อความดีของผู้อื่น เป็นความรักที่สละตนเองอย่างแท้จริง ทั้งที่พระนางเองตั้งครรภ์แม่พระยังเลือกที่จะไปเยี่ยมนางเอลีซาเบธและอยู่คอยช่วยเหลือจนนางเอลีซาเบธให้กำเนิดบุตร เพราะรู้ว่านางคงมีความยากลำบากเนื่องจากตั้งครรภ์เมื่อนางชราแล้ว…

วันนี้ลองตรวจสอบการดำเนินชีวิตของท่านสักหน่อยว่าเป็นการกระทำเพราะเห็นแก่ความดีเพราะเห็นแก่ความรักที่แท้จริงหรือไม่? เป็นความดีเป็นความรักต่อเพื่อนพี่น้องอย่างไร? เป็นความรักต่อพระอย่างไร?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

30 พฤษภาคม 2018 วันพุธ สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

การดำเนินชีวิตในหนทางแห่งความดี การร่วมมือกับผู้อื่นในการสร้างสังคมแห่งสันติภาพ ความสงบสุข หรือที่เรียกว่าพระอาณาจักรของพระเจ้า มีสิ่งที่ไม่สอดคล้องและไม่ควรให้เกิดขึ้นในจิตใจของเราคือการดำเนินชีวิตตามค่านิยมของโลก

ค่านิยมของโลกคือการแสวงหาความสะดวกสบาย เกียรติยศชื่อเสียง การแสวงหาอำนาจ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แม้กระทั่งในหมู่ของอัครสาวกเองก็ยังแสวงหาและคาดหวังสิ่งต่างๆ เหล่านี้ “ขอโปรดให้ข้าพเจ้าคนหนึ่งนั่งข้างขวา อีกคนหนึ่งนั่งข้างซ้ายของพระองค์ในพระสิริรุ่งโรจน์เถิด” พวกเขาไม่ตระหนักถึงภาระความรับผิดชอบจนพระเยซูเจ้าเตือนสติพวกเขา  “ท่านไม่รู้ว่ากำลังขออะไร ท่านดื่มถ้วยซึ่งเราจะดื่มได้ไหม หรือรับการล้างที่เราจะรับได้หรือไม่” 

จุดหมายปลายทางของการดำเนินชีวิตตามกระแสของโลกคือความขัดแย้ง การอิจฉาริษยา การไม่พร้อมที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับคนอื่น และการทำร้ายทำลายกันก็จะเกิดขึ้น พระวรสารวันนี้ยังบันทึกไว้ว่า “เมื่อได้ยินดังนั้น อัครสาวกอีกสิบคนรู้สึกโกรธยากอบและยอห์น” ที่พวกเขาทูลขอตำแหน่งจากพระเยซูเจ้า

DetailMarcoBasaitiVocazioneDeiFigliDiZebedeo

พระเยซูเจ้าทรงสอนหนทางใหม่ หนทางแห่งการรับใช้ “ท่านทั้งหลายย่อมรู้ว่า คนต่างชาติที่คิดว่าตนเป็นหัวหน้าย่อมเป็นเจ้านายเหนือผู้อื่น และผู้เป็นใหญ่ย่อมใช้อำนาจบังคับ แต่ท่านทั้งหลายไม่ควรเป็นเช่นนั้น ผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นใหญ่จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น และผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นคนที่หนึ่งในหมู่ท่าน ก็จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ทุกคน เพราะบุตรแห่งมนุษย์มิได้มาเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น และมอบชีวิตของตนเป็นสินไถ่เพื่อมนุษย์ทั้งหลาย”

การรับใช้เป็นการตอบสนองต่อความดีความจำเป็นของผู้อื่น ของสังคมส่วนรวม ซื่งบางครั้งเรียกร้องการเสียสละ เรียกร้องความรักที่เรามีต่อผู้อื่น

ความรักจึงแสดงออกเป็นการรับใช้ผู้อื่นเสมอ ท่านพร้อมที่จะรับใช้ผู้อื่นไหม? อะไรบ้างที่ฉันสามารถรับใช้ผู้อื่นได้บ้าง?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

29 พฤษภาคม 2018 วันอังคาร สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

นักบุญเปโตรสอนเราว่าเมื่อเรารู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร อะไรดีอะไรชั่ว ก็จงรู้จักประพฤติปฎิบัติตนให้เหมาะสม ดังคำในพระคัมภีร์ที่ว่า  “ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเราเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์”  

folloow-Jesus-1

พระเยซูเจ้าทรงย้ำว่าพระเจ้าจะทรงตอบแทนความดีที่เราเพียรกระทำเพราะเห็นแก่ความดีอย่างแน่นอน ดังนั้นแม้ว่าเราจะได้รับความยากลำบากหรือถูกเบียดเบียนบ้าง “ดังนั้น จงประพฤติตนดังบุตรที่เชื่อฟัง อย่าประพฤติตามกิเลสตัณหาดังแต่ก่อนเมื่อท่านยังขาดความรู้ แต่จงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ในความประพฤติทุกประการตามแบบฉบับของพระผู้ศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงเรียกท่าน”

วันนี้ให้เรารู้จักบังคับใจตนเองไม่หลงไปตามสิ่งยั่วยวน และตั้งใจทำแต่ความดีเถิด

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

28 พฤษภาคม 2018 วันจันทร์ สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

ความร่ำรวยหรือการได้ครอบครองทรัพย์สินเงินทองอาจช่วยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น ช่วยยกระดับฐานะในสังคม มีเงินมีทองนับเป็นน้องเป็นพี่ แต่ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เงินทองซื้อหามาไม่ได้ อาทิเช่น มิตรภาพ ความรัก เวลาแห่งความสุข  สุขภาพที่ดี เป็นต้น

ความหลงไหลในทรัพย์สินเงินทองมากจนเกินไปและยกให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของเรา เป็นตัณหาที่กัดกินชีวิตมนุษย์ ความอยากมีอยากได้ของเรามักไม่มีที่สิ้นสุด และอาจทำให้เราพลาดในหนทางของความชั่วร้ายหรือตกอยู่ในบาปที่ขัดต่อบัญญัติของพระเจ้าคือ “อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณี อย่าลักขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ อย่าฉ้อโกง จงนับถือบิดามารดา” 

ความร่ำรวยอาจทำให้เราสูญเสียความสุภาพถ่อมตน ความสมถะเรียบง่ายในชีวิตและความวางใจในพระญาณสอดส่องหรือการดูแลของพระเจ้าที่มีต่อเรามนุษย์ ดังที่เราเห็นชายหนุ่มคนนั้นที่มาสนทนากับพระเยซูเจ้า “ชายผู้นั้นหน้าสลดลงเพราะเขามีทรัพย์สมบัติจำนวนมาก จึงจากไปด้วยความทุกข์” 

rich-young-man-300x296

หนทางที่จะไม่ให้ความอยากได้ใคร่มีในทรัพย์สินเงินทองมากจนเกินไปครองงำชีวิตก็คือ การตั้งเป้าหมายในชีวิตบนคุณค่าที่สูงกว่า นักบุญเปโตรสอนว่าแม้เรายากลำบากเพราะทำความดีก็จงชื่นชมยินดีเถิด พระเจ้าจะทรงประทานบำเหน็จรางวัลแก่เรา “ท่านจงชื่นชม แม้ว่าในเวลานี้ท่านยังต้องทนทุกข์จากการถูกทดลองต่างๆ ชั่วขณะหนึ่ง เพื่อคุณค่าที่แท้จริงแห่งความเชื่อของท่านจะได้รับการสรรเสริญ รับสิริรุ่งโรจน์และรับเกียรติเมื่อพระเยซูคริสตเจ้าจะทรงสำแดงพระองค์ ความเชื่อนี้ประเสริฐยิ่งกว่าทองคำที่เสื่อมสลายได้ แต่ก็ยังถูกทดสอบด้วยไฟ” 

พระเยซูเจ้าสอนเราให้รู้จักเสียสละทำบุญทำทานช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อจะเป็นอิสระจากความปรารถนาในทรัพย์สินเงินทอง แล้วจากนั้นให้เราติดตามพระองค์ไป “ท่านยังขาดสิ่งหนึ่ง จงไปขายทุกสิ่งที่มี มอบเงินให้คนยากจน และท่านจะมีขุมทรัพย์ในสวรรค์ แล้วจงติดตามเรามาเถิด”

ความดีที่ท่านจะทำในวันนี้คืออะไร? ท่านให้เงินทองเป็นเป้าหมายในชีวิตหรือให้มันเป็นเครื่องมือในการสรรสร้างความดี?

 

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

27 พฤษภาคม 2018 สมโภชพระตรีเอกภาพ

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

พระตรีเอกภาพกับแบตเตอรี่

เราอยู่ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้า มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกหลายอย่างที่ได้รับพลังงานจากแบตเตอรี่เพื่อให้มันสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระ เช่น โทรศัพท์มือถือ จักรยานไฟฟ้า รถยนต์ เครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น

แต่แบตเตอรีเองก็สะสมพลังไฟจากแท่นชาร์จ ซึ่งก็จะต้องทำงานอย่างดี หากมันชำรุดหรือเข้ากันไม่ได้ก็เก็บพลังงานไม่ได้ และคงใช้การไม่ได้เช่นกัน

แท่นชาร์จก็จะสามารถผลิตกระแสไฟให้กับแบตเตอรีได้ก็ต้องมีกระแสไฟ ถ้าไม่เสียบแท่นชาร์จกับปลั๊กไฟก็ไม่สามารถแปลงกระแสไฟและเก็บไว้ในแบตเตอรีก็ไม่สามารถเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ทำงานได้อย่างดี

แบตเตอรี แท่นชาร์จ กระแสไฟ ล้วนมีความแตกต่างกัน ทำหน้าที่แตกต่างกัน คุณสมบัติแตกต่างกัน แต่จะต้องมีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียว ทำงานร่วมกันได้อย่างไม่มีข้อผิดพลาดจึงจะสามารถให้กระแสไฟขับเคลื่อนอุปกรณ์ต่างๆ

The-Holy-Trinity-in-Stained-Glass

เราไม่สามารถเข้าใจข้อความเชื่อเรื่องพระตรีเอกภาพได้อย่างครบสมบูรณ์อย่างแน่นอน เพราะเป็นความจริงที่เกินสติปัญญามนุษย์จะเข้าใจ แต่อย่างไรก็ดีด้วยสติปัญญามนุษย์ก็อาจจะพอเข้าใจลึกซึ้งถึงความเชื่อประการนี้ได้ทีละเล็กทีละน้อย

เมื่อเปรียบเทียบประสบการณ์ที่เรามีเกี่ยวกับแบตเตอรี พระตรีเอกภาพ พระบิดา พระบุตรและพระจิตเป็นบทบาทของพระเจ้าที่มีความแตกต่างกัน แต่เป็นพระเจ้าหนึ่งพระเจ้าเดียว

พระองค์เป็นพระบิดาที่ทรงสร้างเรามนุษย์มา ตามที่โมเสสกล่าวว่า “จงดูอดีตก่อนที่ท่านทั้งหลายจะเกิด ตั้งแต่วันที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ไว้บนแผ่นดิน จงตรวจตราจากปลายหนึ่งถึงอีกปลายหนึ่งของโลกว่ามีอะไรยิ่งใหญ่เท่านี้เคยเกิดขึ้นหรือไม่…”

พระบุตรคือพระผู้ไถ่ที่พระบิดาทรงส่งมา พระองค์เป็นพระบุตรที่ตอบสนองความรักของพระบิดาที่มีต่อมนุษย์ จนพร้อมที่จะทำตามพระประสงค์ของพระบิดา เพราะความรักที่มีต่อพระบิดาถึงกับยอมสละพระองค์แม้ความตายบนกางเขน พระองค์ยืนยันว่าพระองค์กับพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน (คลิกอ่าน ยอห์น 5:19-27)

พระจิตคือพระผู้บรรเทาหรือพระผู้ช่วยเหลือ เป็นพลังความรักระหว่างพระบิดาและพระบุตร โดยอาศัยพระจิตเจ้าทำให้เราได้รับผลแห่งความรอด พระจิตเจ้านี้พระเยซูเจ้าได้ประทานแก่เราเพื่อทำให้เราสามารถเป็นประจักษ์พยานความรักของพระองค์ ทำให้เราเป็นบุตรของพระองค์ ดังที่นักบุญเปาโลยืนยัน “ทุกคนที่มีพระจิตของพระเจ้าเป็นผู้นำ ย่อมเป็นบุตรของพระเจ้า…” 

พระบิดา และพระบุตร และพระจิต เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นความรักที่สมบูรณ์ ที่เชิญชวนให้เรามนุษย์เจริญชีวิตอยู่ในพระตรีเอกภาพ

เครื่องหมายของการรับพระตรีเอกภาพ

เมื่อเรารับศีลมหาสนิท เรารับองค์พระคริสตเจ้าเข้ามาในชีวิตของเรา เป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่เรารับพระตรีเอกภาพเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับเราแล้ว เพราะเยซูเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดาและพระจิตเจ้า

การดำเนินชีวิตในพระตรีเอกภาพ

เช่นเดียวกับแบตเตอรี่ที่ให้พลังงานทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ทำงานได้ตามคุณสมบัติของมัน ความรักของพระเจ้าในพระตรีเอกภาพก็เป็นพลังที่จะทำให้เราสามารถทำหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ของเรา เผื่อแผ่ความรักของเราไปยังมนุษย์ทุกคนตามที่พระบุตรได้ทรงสอนเรา ตราบเท่าที่อุปกรณ์ต่างๆ นั้นเชื่อมต่อกับแบตเตอรี่ก็ย่อมทำงานได้อย่างดี เช่นเดียวกัน ตราบเท่าที่เราผูกพันชีวิตของเรากับพระตรีเอกภาพเราย่อมมีพลังในการทำหน้าที่แห่งความรักไปอย่างไม่สิ้นสุด เพราะความรักของพระเจ้าไม่มีวันสิ้นสุดนั่นเอง

เดชะพระนาม พระบิดา และพระบุตร และพระจิต อาแมน